การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study)
ความเป็นไปได้ (Feasibility) หมายถึง การพิจารณาถึงความเหมาะสมและการประเมินผลประโยชน์เปรียบเทียบบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในการพัฒนาระบบขององค์กร ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาระบบ มีปัจจัยที ่ใช้เป็นหลักเกณฑ์ 
ในการพิจารณา ประการ ดังนี้
1. ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐศาสตร์ (Economic Feasibility)
2. ความเป็นไปได้ด้านเทคนิค (Technical Feasibility)
3. ความเป็นไปได้ด้านการปฏิบัติงาน (Operational Feasibility)
1.ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐศาสตร์ (Economic Feasibility)
 การศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน (Cost-Benefits Analysis)” เป็นการศึกษาถึงผลตอบแทนทางการเงินและต้นทุนที ่เกิดขึ้นจาก โครงการพัฒนาระบบ
วัตถุประสงค์ที่ สำคัญของการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์คือ การจำาแนกผลตอบแทน ต้นทุนที่จะใช้ใน 
โครงการพัฒนาระบบ ในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนจะใช้ฟังก์ชั่่นทางการเงินเพื่อคำนวณหาต้นทุนและกำไร ตลอดจนผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
 – การพิจารณาผลตอบแทนที ่จะได้รับจากโครงการ
– พิจารณาต้นทุนของโครงการ
– คำนวณผลตอบแทนสุทธิที ่จะได้รับจากโครงการ
 1.1 การพิจารณาผลตอบแทนที่จะได้รับจากโครงการผลตอบแทนของโครงการเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารให้ความสนใจเทียบเท่ากับต้นทุนที่ต้องใช้การที่โครงการพัฒนาระบบจะสามารถเพิ่มผลประโยชน์ที่อยู่ ในรูปของกำไรให้กับองค์กรได้นั่นหมายถึงใช้ต้นทุนน้อยนั่่นเอง ซึ่งการพิจารณาถึงผลตอบแทนของ โครงการสามารถจำแนกลักษณะได้
ประเภทดังนี้
 1. ผลตอบแทนที่จับต้องได้ (Tangible Benefits) หมายถึง ผลตอบแทนที ่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้เช่น กำไรการลดต้นทุนต่หน่วย การลดผิดพลาดของการนำาเข้าข้อมูล การเพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูลที่นำเข้า การเพิ่มยอดขาย เป็นต้ตัวอย่าง เช่น การลดต้นทุนทางด้านการติดต่อสื่อสาร จากเดมที่เคยใช้ โทรศัพท์เพื่อการแจ้งข่าวสารบางประการแก่ลูกค้า หากหัมาใช้การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแทน
 ในกรณีที่บริษัทนั้นมีการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว จะทำให้ประหยัดต้นทุนในการดำเนินงาน เมื่อต้นทุนลดจะหมายถึงผลกำาไรเพิ่มขึ้นนั่นเอง
 2. ผลตอบแทนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Benefits)
หรือผลตอบแทนที่ ไม่ใช่ตัวเงิน หมายถึง ผลตอบแทนไม่สามารถวัค่าเป็นตัวเงินได้ หรือยากแก่การประเมินค่า เช่น การเพิ่ภาพลักษณ์ที่ดี ให้แก่องค์กร การสร้างขวัญและกำาลังใจแก่พนักงาน การคืนผลประโยชน์สู่สังคม และการเพิ่ประสิทธิภาพในการตัดสินใจของผู้บริหาร เป็นต้
1.2 การพิจารณาต้นทุนของโครงการต้นทุนสามารถแบ่งได้ ลักษณะ คือ ต้นทุนที่จับต้องได้ (Tangible Costs) และต้นทุนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Costs)
1. ต้นทุนที ่จับต้องได้ (Tangible Costs) คือ ต้นทุนในส่วนของการพัฒนาระบบที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ เช่น ต้นทุนในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เงินเดือน และต้นทุนที่ใช้ในการดำาเนินงานเมื่อทำการติดตั้งระบบ (ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานและค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบ)
2. ต้นทุนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Costs) คือ ต้นทุนในส่วนของการพัฒนาระบบที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ ได้แก่ ความไม่เต็มใจในการทำางานของพนักงาน และการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
 จากลักษณะของต้นทุนที่เป็นต้นทุนที่จับต้องได้และจับต้อง ไม่ได้ นักวิเคราะห์ระบบยังสามารถจำแนกต้นทุนในส่วนของการพัฒนาระบบออกได้อีก ประเภท คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time Costs) และต้นทุนที่เกิดขึ้นซำซ้ำอี(Recurring Costs)
1. ต้นทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time Costs) คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นในการเริ่มต้นโครงการ และเกิดขึ้นเมื่อมีการเริ่มใช้งานระบบ เช่น ค่ใช้จ่ายในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ใหม่ค่าใช้จ่ายในการซื้ซอฟต์แวร์ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
 2. ต้นทุนที่เกิดขึ้นซำซ้ำอีก (Recurring Costs) คือ ต้นทุนที่เกิดในระหว่างดำเนินงานของระบบใหม่เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โปรแกรม การซื้อสื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดต่อสื่อสาร ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์นอกจาก
One-time Costs และ Recurring Costs แล้ว ในส่วนของการพัฒนาระบบ ต้นทุนยังสามารถจำาแนกได้อีก ประเภท คืต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) และต้นทุนผันแปร (Variable Costs)
1. ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) คือ ต้นทุนที่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการใช้งานหรือการผลิตอื่นๆ เช่น ค่าบำรุงไฟฟ้า น้ำประปาเงินเดือนพนักงาน
2. ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) คือ ต้นทุนที่แปรผันไปตามการใช้งานหรือการผลิตอื่น ๆ เช่น ค่าใช้โทรศัพท์ที่ ไม่รวมค่าบริการรายเดือนที่ต้องจ่ายเท่ากันในทุก ๆ เดือน
 1.3 คำนวณผลตอบแทนสุทธิที่จะได้รับจากโครงการเมื่อพิจารณาต้นทุนและผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจาก โครงการพัฒนาระบบแล้ว จะต้องนำต้นทุนและผลตอบแทนที่พิจารณาแล้วมาเปรียบเทียบกันเพื่อหาผลตอบแทนสุทธิที่จะได้รับจาก โครงการพัฒนาระบบที่จัดว่าเป็นการลงทุน ดังนั้นจึงต้องหาผลตอบแทนสุทธิเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนสุทธิที่ ได้จาก โครงการลงทุนอื่น ๆ ขององค์กร ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างเทคนิคการเปรียบเทียบที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ เทคนิค ได้แก่
– มูลค่าเงินปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV)
– อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return of Investment : ROI)
– การวิเคราะห์หาจุดคุ้มทุน (Break-Even Point Analysis)
2. ความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค (Technical Feasibility)
การศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิคมีวัตถุประสงค์ เพื่ทำให้เข้าใจถึงความสามารถในการพัฒนาระบบใหม่ขององค์กรและเป็นการประเมินเทคนิคของระบบใหม่ที่ใช้ ในการแก้ปัญหา โดยอาจจะอาศัยคำถามเพื่อเป็นแนวทางในการประเมิน ดังนี้
 1. เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้นั้นสามารถรองรับปริมาณลูกค้าที่อาจเพิ่มจำนวนมากขึ้น และสามารถปรับเข้ากับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่
2. เทคโนโลยีที่มีอยู่  เดิมนั้นสามารถปรับใช้กับระบบใหม่ ได้หรือไม่ถ้าไม่ได้ องค์กรสามารถซื้อมาได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่
ผู้บริหารพึงพอใจหรือไม่
3. บุคลากรขององค์กรมีความเชี่ยวชาญกับเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้มากพอหรือไม่
 นอกจากประเมินความสามารถขององค์กรในการพัฒนาระบบ ของโครงการพัฒนาระบบที่ คัดเลือกมาว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่แล้ว ยังจะต้องทำการประเมินระดับความเสี่ยงของ โครงการ เนื่องจากผู้บริหารยอมมีความคาดหวังผลตอบแทนที่ได้จากโครงการมากกว่าความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้จึงควรมีการประเมินความเสี่ยงของโครงการเพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่
ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น อันเนื่องจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานกับระบบใหม่ โดยผลลัพธ์ที่อาจเป็นไปได้หากไม่มีการประเมิความเสี่ยงของโครงการ มีดังนี้
1. ทำให้การคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนนั้นล้มเหลว
2. ทำให้การประมาณการต้นทุนผิดพลาด
3. ทำให้การประมาณการระยะเวลาในการดำเนินโครงการผิดพลาด
4. ทำให้ประสิทธิภาพในการทำางานของระบบไม่เป็นไปตามที่คาดไว้
5. ทำให้ไม่สามารถติดตั้งระบบใหม่เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้วได้
นักวิเคราะห์ระบบหรือผู้บริหารควรมีการป้องกันการเกิความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้แล้ว โดยอาจจะมีการแต่งตั้ทีมงานเพื่อคอยควบคุมไม่ ให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวได้ อาจจะใช้เทคนิคในการประเมินปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ทั้งหมด
ประการ ได้แก่
1. ขนาดของโครงการ โครงการที่มีขนาดใหญ่จะมีความเสี่ยงมากกว่าโครงการที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากโครงการที่มีขนาดใหญ่จะยากต่อการบริหารโครงการ
2. โครงสร้างของโครงการ โครงการที่มีการดำาเนินงานอย่างมี โครงสร้างและมีความต้องการ (Requirement) ที่ไม่ซับซ้อน ย่อมมีความเสี่ยงน้อยกว่า โครงการที่มีความต้องการ (Requirement) ที่มีความซับซ้อน
3. เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ในโครงการ โครงการที่นำเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานมาใช้ย่อมมีความเสี่ยงต่อความเข้าใจของกลุ่มผู้ใช้งานน้อยกว่าโครงการที่นำเทคโนโลยีที่ไม่มีมาตรฐานเพียงพอ หรืล้ำยุคเกินไป
4. ความคุ้นเคยของผู้ใช้งานกับการพัฒนาระบบสารสนเทศ ผู้ใช้งานที่มีความคุ้นเคยกับระบบสารสนเทศ จะมีความเข้าใจในขั้นตอนการทำงานได้ดีกว่าผู้ใช้งานที่ไม่มีความคุ้นเคย
3. ความเป็นไปได้ทางด้านการปฏิบัติงาน (Operational Feasibility) เป็นการประเมินถึงระบบใหม่เมื่อมีการใช้งาน ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาของระบบเดิมได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงความรู้สึของผู้ใช้ระบบที่มีต่อการทำางานของระบบใหม่ด้วยการจะประเมินว่าระบบใหม่นั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาของระบบเดิมได้มากน้อยเพียงใด มีหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาดังนี้
 1. ประสิทธิภาพ (Performance) ระบบใหม่นั้นมีความเร็วในการทำางานมากน้อยเพียงใด
2. สารสนเทศ (Information) สารสนเทศที่จะได้จากระบบใหม่นั้น มีความถูกต้อง ตรงประเด็น และสามารถใช้ร่วมกันได้หรือไม่
3. เศรษฐศาสตร์ (Economy) ระบบใหม่นั้นสามารถช่วยลดต้นทุนหรืเพิ่มกำไรให้กับองค์กรได้อย่างไร
4.การควบคุม (Control) มีความสามารถในการควบคุมระบบเพื่ป้องกันการโกงและการยักยอก และมีความถูกต้องปลอดภัย ของข้อมูลมากน้อยเพียงใด
5. ประสิทธิผล (Efficiency) ระบบใหม่จะต้องมีการใช้แหล่งทรัพยากรมากที่สุดเพียงใด เช่น ทรัพยากรบุคคล เวลา ข้อมูล เป็นต้
6. การบริการ (Services) ระบบใหม่มีการเตรียมการบริการเมื่อเกิดปัญหาแก่ผู้ใช้งาน และมีความยืดหยุ่นหรือไม่การประเมินการใช้งานระบบ (Usability) อาจมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ง่ายต่อการเรียนรู้หรือไม่
2. ง่ายต่อการใช้งานหรือไม่
3. ผู้ใช้งานพึงพอใจหรือไม่