moro

สัญลักษณ์ความหยาบละเอียดของผิวงาน

ผิวชิ้นงานที่ผ่านการะบวนการผลิตด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น งานหล่อ งานรีด งานกดอัดขึ้นรูป และ งานขึ้นรูปด้วยเครื่องมือกล ( งานกัด งานกลึง งานเจียระไน ฯลฯ ) เมื่อมองด้วยสายตาเราจะเห็นว่าผิวของชิ้นงานมีความเรียบ  แต่เมื่อนำมาขยาย ก็จะพบว่าผิวงานเหล่านั้นขรุขระเป็นคลื่นสูง-ต่ำไม่เท่ากัน  โดยเฉพาะถ้าผิวของชิ้นงานใดมีความสูง-ต่ำแตกต่างกันมาก  แสดงว่าผิวของชิ้นงานนั้นมีความหยาบของผิวมาก  แต่ถ้าผิวของชิ้นงานใดมีความสูง-ต่ำน้อย  ก็แสดงว่ามีความหยาบของผิวน้อยและละเอียดมากกว่า ซึ่งความหยาบละเอียดของผิวงานนี้จะมีความจะเป็นสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลบางชนิด  เช่น  ตลับลูกปืน เป็นต้น  แต่สำหรับชิ้นงานบางชนิดอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระบุความหยาบละเอียดของผิวงาน เพราะจะทำให้เสียเวลาในการผลิต

 

ภาพที่ 9.16 ภาพขยายของผิวชิ้นงานที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูป

 

2.1    การวัดค่าความหยาบละเอียดของผิวงานตามมาตรฐานของ ISO 4287

การวัดค่าความหยาบละเอียดของผิวงานที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปมาแล้ว  ในหน่วยนี้จะ กล่าวถึงเฉพาะค่าความหยาบ  Rt, Ra และ Rz เท่านั้น

2.1.1          ค่าความหยาบ Rt  คือค่าวัดจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดของผิวงาน  ซึ่งมีหน่วยเป็นไมโครเมตร (um)

ภาพที่ 9.19 การวัดค่าความหยาบ Rt

 

2.1.2          ค่าความหยาบ  Ra  หมายถึง  ค่าความหยาบผิวที่หาได้จากการรวมพื้นที่ยอดแหลมของคลื่นเหนือเส้นกึ่งกลาง  (M-Line)  กับพื้นที่ยอดแหลมของคลื่นใต้เส้นกึ่งกลาง หารด้วยความยาวเฉลี่ย (Lm)  โดยที่ค่าของ Ra  มีหน่วยวัดเป็นไมโครเมตร

ภาพที่ 9.20 การวัดค่าความหยาบ Ra

 

2.1.3          ค่าความหยาบ  Rz  หมายถึง  ค่าความหยาบผิว  ซึ่งหาได้จากการวัดทดสอบเป็นช่วงเท่า ๆ กัน 5 ช่วง แล้วนำค่าที่ได้มารวมกันหารด้วย 5 โดยที่ค่าของ Rz  มีหน่วยเป็นไมโครเมตร Rmax

ภาพที่ 9.21 การวัดค่าความหยาบ Rz

 

2.1.4          ค่าความหยาบผิวสูงสุด R max  หมายถึง ความลึกสูงสุดของร่องความหยาบที่มีอยู่ในระยะทดสอบ (ดังรูป 9.4)

2.2.1      แผ่นเทียบผิว  มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมวางเรียงกันเป็นชุดตามลำดับความหยาบและแต่ละแผ่นจะมีสัญบักษณ์บอกระดับความหยาบไว้  เวลาใช้งานต้องนำแผ่นเทียบผิวไปเปรียบเทียบกับผิวชิ้นงานค่าความหยาบของผิวงานก็สามารถอ่านจากแผ่นเทียบผิวที่มีผิวตรงกับผิวของชิ้นงาน ( ดูภาพที่ 9.20)

ภาพที่ 9.21 เครื่องวัดความหยาบผิวแบบแสดงผลที่หน้าปัด

 

2.2.2   เครื่องวัดความหยาบผิว  เป็นเครื่องมือวัดความหยาบผิวที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า  ซึ่งสามารถวัดค่าความหยาบผิวเป็นตัวเลขหรือแสดงเป็นกราฟก็ได้โดยสามารถบอกค่าความหยาบเป็น   Ra  , Rz , Rmax   ได้ด้วย (ดูภาพที่9.21 และ 9.22)

 

ภาพที่ 9.22 เครื่องวัดความหยาบผิวแบบพิมพ์ข้อมูลและกราฟความหยาบผิว

ตารางที่ 9.2 ตารางเปรียบเทียบค่าความหยาบตามมาตรฐาน DIN กับ ISO

 

ภาพที่ 9.33 แสดงการเปรียบเทียบความหยาบผิวระหว่างมาตรฐาน DIN กับ ISO

 

ตารางที่ 9.3 ผิวความหยาบ  Rz

 

ตารางที่ 9.3 ผิวความหยาบ  Ra

 

2.3   การกำหนดสัญลักษณ์ผิวตามมาตรฐาน  ISO  1302

จากการปรับปรุงมาตรฐานในงานเขียนแบบเป็นมาตรฐาน  ISO  โดยแต่เดิมใช้มาตรฐาน

DIN 140  นั้น  ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน 1977 ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานสัญลักษณ์ผิวงานขึ้นใหม่เป็นมาตรฐาน  ISO 1302   โดยได้กำหนดค่าความหยาบของผิวงาน  ( Ra  หรือ Rz )  ลงในแบบงานด้วยดังราย ละเอียดต่อไปนี้

1.สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงค่าความหยาบผิว  สัญลักษณ์พื้นฐานมาประกอบด้วยเส้นสองเส้นที่ยาวไม่เท่ากันทำมุมประมาณ 60° เส้นผิวงานสัญลักษณ์พื้นฐานที่ใช้มี 3 แบบด้วยกัน ดังตารางที่ 9.5

 

ตารางที่ 9.5 สัดส่วนของสัญลักษณ์ อักษร

 

ตารางที่ 9.6 สัญลักษณ์ และความหมายคุณภาพของผิวในแต่และสัญลักษณะในมาตรฐาน ISO

 

ตารางที่ 9.7 ตำแหน่งบอกรายละเอียด

 

ตัวอย่างสัญลักษณ์ของพื้นผิว

 

หมายถึง  ผิวงานที่มีความหยาบ  Ra =    0.2mm ได้จากการไส

หมายถึง  ผิวงานที่ต้องการปรับผิวให้ได้ความหยาบ  Ra = 6.3mm โดยไม่มีการปาดเนื้อหรือลดขนาดอีก

หมายถึง  ผิวงานต้องมีความหยาบ Ra ต่ำสุด 1.6 mm แต่ไม่เกิน 6.3mm

หมายถึง  ผิวงานต้องมีความหยาบ Rz ต่ำสุด 63 mm แต่ไม่เกิน 100mmไม่ระบุกรรมวิธีการผลิต

หมายถึง  ผิวงานที่มีการปรับผิวให้ได้ความยาว  18  มม. โดยมีค่าความหยาบ  Rz  16 mm

 

 

 ภาพที่ 9.34 ตัวอย่างสัญลักษณ์ของผิว

 

 

ภาพที่ 9.35 การกำหนดค่าความหยาบของผิวในชิ้นงาน

หมายถึง ผิวงานที่ต้องตัดเฉือนด้วยเครื่องมือ

มีค่าความหยาบ  Ra = 6.3  mm

มีความยาวที่จะตัดเฉือน 20  มม.  (ความยาวใช้งาน 15 มม. โดยเผื่อไว้ 5 มม.)

 

 

 

ตารางที่ 9.8 สัญลักษณ์แสดงทิศทางการตัดเฉือนผิวงาน