ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุในญี่ปุ่นสูงถึง 1 ใน 5 ของประชากร ขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงวัยมากที่สุดในโลก ผลกระทบที่ตามมาอย่างแรกคือ “ภาคแรงงาน” ตอนนี้ญี่ปุ่นจึงเปิดรับแรงงานต่างชาติจำนวนมากเพื่อมาทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปในตลาด

ทำงานที่ญี่ปุ่น ถ้าทักษะดี-ฝีมือสูง มีโอกาสอยู่ยาว และเอาครอบครัวมาอยู่ได้

ใครที่สนใจไปทำงานที่ญี่ปุ่น ยุคนี้คือโอกาสอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก

โดยหลักๆ แรงงานต่างชาติที่ญี่ปุ่นต้องการมี 2 ประเภทคือ

  1. แรงงานต่างชาติที่ไม่ได้มีทักษะสูงหรือความสามารถเฉพาะด้าน 
    แรงงานกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ญี่ปุ่นต้องการให้เข้ามาทำงานเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนโดยไว ดังนั้นจึงไม่ได้มีเกณฑ์ที่เรียกร้องทักษะที่สูงมาก ซึ่งวีซ่าที่ญี่ปุ่นออกให้จะอนุญาตให้อาศัยในญี่ปุ่นได้ถึง 5 ปี โดยวีซ่าประเภทนี้จะไม่สามารถนำครอบครัวมาอยู่ด้วยได้ในญี่ปุ่น
  2. แรงงานต่างชาติที่มีทักษะดี-ฝีมือสูง 
    แรงงานกลุ่มทักษะดี-ฝีมือสูง เป็นอีกกลุ่มที่ญี่ปุ่นต้องการมาก วีซ่าประเภทนี้แรงงานต่างชาติจะสามารถอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้แบบถาวร พร้อมทั้งสามารถนำเอาครอบครัวเข้ามาอยู่ด้วยในญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แรงงานต่างชาติที่ญี่ปุ่นต้องการ มีตั้งแต่พยาบาล ภาคการเกษตร และการก่อสร้าง โดยการจะเข้าไปทำงานในญี่ปุ่นได้นั้น จะต้องผ่านการทดสอบภาษาญี่ปุ่น (Japanese language test) รวมถึงผ่านการทดสอบทักษะเบื้องต้นโดยหน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นในแต่ละท้องที่ด้วย

หนึ่งในปัญหาที่ถกเถียงกันมาตลอดคือ การเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นอาจไม่ใช่เรื่องทางกฎหมายเท่านั้น หากแต่คือเรื่องทางวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมในญี่ปุ่นทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตมีความเป็นเอกลักษณ์สูง อาจทำให้แรงงานต่างชาติปรับตัวไม่ได้ หรือหากปรับตัวได้ก็อาจต้องใช้เวลานาน ทำให้ไม่เป็นผลดีต่อแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะมีสัญญาณบวก เมื่อมีผลการสำรวจของชาวญี่ปุ่นออกมาเมื่อไม่นานมานี้ว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นค่อนข้างเปิดรับกับแรงงานต่างชาติถึง 54%

จากข้อมูลในปี 2017 ของกระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นระบุว่า แรงงานต่างชาติในญี่ปุ่นมีจำนวนสูงถึง 1.28 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ ชาวจีนมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และบราซิล

นักวิชาการญี่ปุ่นเสนอ เพิ่มโอกาสแรงงานข้ามชาติเพื่อแก้วิกฤติประชากรในญี่ปุ่น

นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ชาวญี่ปุ่นระบุว่าควรมีญี่ปุ่นควรจะเปิดรับแรงงานจากต่างชาติมากขึ้นแม้ในสายแรงงานที่ไม่ใช้ทักษะฝีมือเพื่อรองรับวิกฤติการขาดแคลนแรงงานและเศรษฐกิจหยุดเติบโตที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำลง

5 ม.ค. 2558 จุน ไซโตะ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์เพื่อการวิจัยเศรษฐกิจญี่ปุ่นเขียนบทความลงในเว็บไซต์ ‘อีสต์เอเชียฟอรั่ม’ ตั้งคำถามว่าการอพยพเข้าไปเป็นแรงงานในญี่ปุ่นจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนประชากรในญี่ปุ่นได้หรือไม่

ไซโตะ แสดงความกังวลว่าปัญหาการขาดแคลนประชากรของญี่ปุ่นจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ ไซโตะเสนอว่าควรจะมีการจัดการปัญหาด้านอัตราการเกิดและมีการจัดศูนย์เลี้ยงดูเด็กมากขึ้นเพื่อรองรับการดูแลเด็กสำหรับพ่อแม่ที่ต้องทำงาน แต่ไซโตะก็ประเมินว่าถึงแม้จะมีการแก้ปัญหาเรื่องเพิ่มประชากรเด็กได้แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจัส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงๆ

ในบทความของไซโตะยังระบุถึงการแก้ปัญหาอีกวิธีการหนึ่งคือการสนับสนุนให้มีการจ้างงานผู้หญิงมากขึ้นหรือมีการเพิ่มการจ้างงานในหมู่คนสูงอายุ แต่ทั้งสองวิธีก็ถือเป็นการแก้ปัญหาได้ในระยะปานกลาง ต่อให้มีการจ้างงานผู้หญิงมากขึ้นแต่ญี่ปุ่นก็ต้องหาทางเลือกอื่นในการทดแทนประชากรที่ลดลง

ไซโตะเสนอว่าญี่ปุ่นมีทางออกที่เหลือคือการให้คนต่างชาติเข้าไปหางานในญี่ปุ่นซึ่งจะสามารถทดแทนการขาดแคลนประชากรแรงงานในประเทศได้ แต่ดูเหมือนว่าในญี่ปุ่นยังไม่มีการหารือเกี่ยวกับทางเลือกนี้มากพอ แม้ว่าญี่ปุ่นจะเห็นพ้องกันในเรื่องการสนับสนุนให้มีแรงงานข้ามชาติในกลุ่มงานที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพหรือสายงานด้านความคิดสร้างสรรค์ซึ่งการพบปะกับคนที่มีภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกันจะช่วยทำให้เกิดไอเดียความคิดใหม่ๆ ได้ อีกทั้งแนวคิดนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งวางแผนนโยบายรองรับคนงานข้ามชาติที่มีทักษะวิชาชีพชั้นสูง แต่ก็ยังคงมีการถกเถียงกันในเรื่องการรองรับแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในสายแรงงานไม่ใช้ทักษะฝีมืออยู่

ในแง่นี้ไซโตะเสนอว่าการรองรับคนงานต่างชาติในสายงานที่ไม่ใช้ทักษะฝีมือยังจะสามารถเพิ่มผลผลิตและช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตราบใดที่มีการเสียภาษีและค่าประกันสังคมซึ่งถือว่าแรงงานช่วยสร้างความยั่ยยืนให้กับระบบประกันสังคมไปในตัวด้วย

แต่ไซโตะก็กล่าวถึงอีกด้านหนึ่งของการสนับสนุนให้มีแรงงานที่ไม่ใช้ทักษะฝีมือว่าจะเป็นการผลักดันให้ญี่ปุ่นมีกระบวนการผลิตที่เน้นเรื่องการใช้แรงงานอย่างหนักแทนการอาศัยทุน ความรู้ และการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่เป็นจุดเด่นในการแข่งขันของญี่ปุ่นที่มีอยู่แต่เดิม และอาจจะมีปัญหาความขัดแย้งจากความกลัวว่าคนงานต่างชาติจะเข้าไปแย่งงานประชากรชาวญี่ปุ่นโดยปัญหาอย่างหลังนี้เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยการสนับสนุนแรงงานมีฝีมือหรือแรงงานที่ไม่ใช้ทักษะฝีมือก็ตาม ไซโตะเสนอว่าควรมี ‘การทดสอบตลาดแรงงาน’ เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้มีการแย่งงานเกิดขึ้น

ทั้งนี้ญี่ปุ่นมีแนวโน้มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากจำนวนประชากรที่ลดลง ไซโตะจึงเสนอว่าควรลดการแข่งขันในการรับคนเข้าทำงานอีกทั้งการรองรับแรงานข้ามชาติในสายงานที่ไม่ใช้ทักษะจะทำให้ชาวญี่ปุ่นเองมีโอกาสได้ใช้ทักษะจากระบบการศึกษาที่พัฒนาของพวกตนมากขึ้นจนส่งผลดีทางเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตามมีข้อกังวลอีกเรื่องหนึ่งคือความตึงเครียดทางสังคมระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนต่างถิ่นซึ่งในบางกรณีอาจจะส่งผลต่อเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีความกังวลอีกว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะต้องรับภาระงบประมาณด้านการจัดหาที่อยู่อาศัยและการศึกษาแก่คนงานข้ามชาติและครอบครัวของพวกเขา แต่ไซโตะระบุในบทความว่าญี่ปุ่นไม่ควรกังวลต่อปัญหาเหล่านี้มากเกินไปจนละเลยด้านบวกของสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ไซโตะเสนอว่าเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบจากเศรษฐกิจและสังคมควรมีการแยกให้เป็นนโยบายต่างหาก นอกจากนี้การกำหนดภาษีและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสามารถชดเชยงบประมาณที่ถูกใข้เพิ่มในการจัดการด้านสังคมต่อคนงานต่างชาติได้

ในบทความไซโตะยังได้ยกตัวอย่างการปรับปรุงนโยบายผู้อพยพของเกาหลีใต้ที่เปิดรับคนงานต่างชาติมากขึ้นตั้งแต่การออกกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานแรงงานข้ามชาติในปี 2546 ทำให้มีการส่งเสริมแรงงานข้ามชาติและสนับสนุนเด็กที่เกิดจากคนต่างสัญชาติ ซึ่งในเรื่องนี้ถือว่าญี่ปุ่นยังล้าหลังอยู่ และแม้จะมีการปรับปรุงแล้วก็อาจจะดึงดูดคนงานจากต่างชาติได้ไม่มากพอ

ไซโตะมีข้อสรุปว่าน่าจะให้โอกาสแก่คนหนุ่มสาวในญี่ปุ่นที่มีผลได้ผลเสียกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเป็นผู้ออกแบบนโยบายแรงงานข้ามชาติของญี่ปุ่นแทนคนรุ่นเก่ากว่าที่มีอำนาจตามประเพณีอยู่

 

Credit

https://brandinside.asia/work-at-japan-as-blue-collar-workers/

https://prachatai.com/journal/2015/01/57257